เรียกได้ว่าสุดล้ำกันเลยทีเดียว เมื่อระบบการตรวจจับล้ำหน้าอัตโนมัติจะถูกนำมาใช้งานจริงครั้งแรกในศึกลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง “ฟุตบอลโลก” 2022 หรือ “FIFA World Cup” 2022 ที่จะถูกจัดขึ้นที่ประเทศกาตาร์ โดยระบบการตรวจจับล้ำหน้าอัตโนมัตินี้มาจากทีมพัฒนา ฮอว์ก-อาย (Hawk-Eye) ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกันกับที่พัฒนาโกลไลน์เทคโนโลยีนั่นเอง โดย ฟีฟ่า (FIFA) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ จะทำการทดสอบพร้อมกับส่งให้คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศได้รับทราบข้อมูลนี้ล่วงหน้าอีกครั้งก่อนนำมาใช้งานจริง

สำหรับ ฮอว์ก-อาย หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร มันก็คือระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาหลายๆ ประเภท อาทิ เทนนิส ฟุตบอล แบดมินตัน รักบี้ และวอลเลย์บอล ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบวิถีของลูกบอลและแสดงผลโดยใช้ภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอ โดยการแสดงผลของวิถีลูกบอลบนหน้าจอจะถูกเรียกว่า ช็อตสปอต  ระบบฮอว์ก-อาย ถูกพัฒนาขึ้นในสหราชอาณาจักรโดย พอล ฮอว์กิน และได้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกใน ค.ศ. 2001 กับกีฬาคริกเก็ตที่ถ่ายทอดสดบนโทรทัศน์ ตัวระบบทำงานผ่านกล้องคุณภาพสูงประมาณ 6-7 ตัว ซึ่งตั้งอยู่ใต้หลังคาของสนามและทำหน้าที่ตรวจสอบลูกบอลจากมุมมองที่แตกต่างกัน วีดีโอเหล่านี้จะถูกปรับมุมเพื่อบีบให้นำเสนอภาพวิถีบอลแบบสนามมิติ มีความแม่นยำของภาพในช่วงที่ไม่เกิน 3.6 มิลลิเมตร ทำให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่มีความยุติธรรมเป็นอันดับที่สองของวงการกีฬา ฮอว์ก-อาย ได้ถูกนำมาใช้ในการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 เพื่อใช้กับเทคโนโลยีโกลไลน์ และในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2014 สโมสรบุนเดสลีกาก็ลงมติให้นำระบบนี้มาใช้ในการตัดสินการแข่งขันนับตั้งแต่ฤดูกาล 2015-16 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ใครที่เป็นแฟนเทนนิสก็คงจะคุ้นชื่อ ฮอว์ก-อาย นี้กันดี เพราะว่าเป็นระบบที่หลายๆ คนมักเรียกว่า ตาเหยี่ยว ของอังกฤษ การนำเทคโนโลยีนี้มาช่วยตัดสิน โดยเฉพาะกับเทนนิสถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะการดวลแร็กเกตแต่ละครั้งนั้น ลูกพุ่งเร็วจนบางครั้งผู้กำกับเส้นหรือแชร์อัมไพร์มองไม่ทัน และเมื่อนักหวดที่รู้สึกว่าตัวเองเสียประโยชน์ก็มีสิทธิที่จะเรียกดูภาพจุดตกของลูกได้ว่าลงเส้นหรือออกจริงหรือไม่

ทั้งนี้ระบบการตรวจจับล้ำหน้าอัตโนมัติดังกล่าวนี้จะมีกล้องและคอมพิวเตอร์คอยติดตามนักเตะและลูกฟุตบอลในสนาม ทั้งในกรณีล้ำหน้า หรือผู้เล่นคนไหนมีส่วนกับจังหวะล้ำหน้า ระบบการตรวจจับล้ำหน้านี้จะทำหน้าที่แจ้งเตือนด้วยการส่งสัญญาณในรูปแบบข้อความไปหาห้อง VAR ให้กรรมการที่อยู่ในห้องดังกล่าวได้รับทราบทันที ซึ่งก่อนหน้านี้ อาร์เซน เวนเกอร์ ประธานฝ่ายพัฒนาฟุตบอลของฟีฟ่า ก็มักเข้ามามีบทบาทในหลายๆ ครั้งกับการเปลี่ยนแปลงวงการลูกหนังโลก โดยระบบการตรวจจับล้ำหน้าอัตโนมัติดังกล่าวนี้ก็มาจากการสนับสนุนแนวคิดของเขาด้วย รวมไปถึงโปรเจกต์ที่สร้างความฮือฮาไม่ใช่น้อยก่อนหน้านี้คือ การสนับสนุนแนวคิดให้เปลี่ยนวงรอบ จัดศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จากทุกๆ 4 ปี ให้เหลือเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น สำหรับแนวคิดการนำระบบการตรวจจับล้ำหน้าอัตโนมัติมาใช้ เวนเกอร์ ได้ออกมาเผยว่า อาจมีการใช้เทคโนโลยีตรวจจับล้ำหน้าในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้ายที่กาตาร์ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความยุติธรรมในเกมแล้ว ยังตัดสินเกมได้เร็วกว่า VAR อีกตังหาก “เราต้องเดินหน้าเพื่อพัฒนาความเร็วในการตัดสินเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการล้ำหน้า ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 เราจะสามารถตัดสินการล้ำหน้าได้ดีกว่าเดิมมาก และจะยิ่งทำให้เกมหยุดน้อยลง ซึ่งนั่นคือ ข้อเสียของ VAR ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแถมยังช่วยเพิ่มความเร้าใจในเกมได้ด้วยเช่นกัน”  และก็เป็นจริงอย่างที่ อาร์แซน เวนเกอร์ได้ กล่าวไว้ ว่าจะมีการนำเทคโนโลยีสุดล้ำนี้มาใช้ในอนาคตอันใกล้ซึ่งในศึก ฟุตบอลโลก 2022 นี้ คงจะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นให้เราได้ชมเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของระบบนี้ก็คือมีค่าใช้จ่ายที่สูงเพราะการติดตั้งกล้องจำนวนมาก ทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันอาจต้องใช้เงินสูงถึงประมาณ 25 แสนปอนด์ (ราวๆ 12.5 ล้านบาท) เลยทีเดียว